แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ story แสดงบทความทั้งหมด

Peoples Temple ลัทธิแห่งความหวังและความตาย


วันที่ 18 พฤษจิกายน 2521 เป็นวันที่โลกต้องตกละลึงกับการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน สาวกของลัทธิ Peoples Temple รวมทั้งหมด 914 คน ได้ทำการฆ่าตัวตายด้วยการดื่มน้ำหวานผสมไซยาไนด์ และผู้นำลัทธิคือ จิม โจนส์ ได้ทำการยิงตัวตาย ทั้งหมดตายในเมืองโจนส์ทาวน์ ประเทศกายาน่าในอเมริกาใต้



จิม โจนส์ คือใคร?
จิม โจนส์ นักเทศ และผู้นำลัทธิ Peoples Temple
จิม โจนส์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2474 ในครอบครัวยากจนจากรัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับคริสตศาสนาและยึดอาชีพนักเทศในที่สุด ผู้ที่ได้ฟังเทศจากเขามักกล่าวว่า เขาเป็นคนที่ดูมั่นใจ แต่งกายเนี๊ยบ พูดจาฉะฉาน และมีสายตาที่จริงใจ มุ่งมั่น ในสมัยนั้นยังมีการดูถูกคนต่างผิวสีอยู่มาก จิมซึ่งเชื่อในความเท่าเทียมของคนทุกผิวสีและเชื้อชาติ ได้ย้ายจากรัฐอินเดียน่าไปที่เมืองยูคายา รัฐแคลิฟอร์เนีย และได้ก่อตั้ง Peoples Temple ซึ่งเขาเชื่อว่าแคลิฟอร์เนียเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า นอกจากความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมของผู้คนแล้ว เขายังมีความคิดในแนวสังคมนิยมอย่างมาก สาวกของลัทธิจึงอยู่รวมกันในหมู่บ้าน มีการทำสวน และปศุสัตว์ สาวกแต่ละคนก็มีหน้าที่ในการดูแลกันและกัน นอกจากนั้นก็มีการออกหาสมาชิกใหม่ทั่วสหรัฐ โดยจิมจะออกเทศในเมืองต่างๆ เนื้อหานอกจากเรื่องของศาสนา ก็จะเป็นเรื่องสังคมนิยม ความเท่าเทียมของทุกคน สาวกส่วนใหญ่ของ Peoples Temple จึงเป็นคนผิวสี และคนยากจน ที่เชื่อว่า จิม โจนส์ จะนำความหวังและชีวิตใหม่มาให้พวกเขาได้

Peoples Temple
โบสถ์ Peoples Temple ใน ซานฟรานซิสโก
ยุคเฟื่องฟูของ Peoples Temple เรียกได้ว่าน่าจะเป็นช่วงที่จิม โจนส์ได้ก่อตั้งโบสถ์ในเมืองซานฟรานซิสโกในช่วงปี 2513 ซึ่งเป็นยุคสิ้นสุดสงครามเวียดนาม และความเชื่อเรื่องสังคมนิยมกำลังเป็นที่พูดถึงของประชาชน ผู้คนมากมายที่ได้ฟังเทศ และเชื่อคำพูดของจิม โจนส์ ก็ได้เข้าร่วมลัทธิของเขา เมื่อจำนวนคนที่เข้ามาอยู่ในลัทธิมากขึ้น ชื่อเสียงในแง่ลบของจิม โจนส์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เขามักใช้สาวกของลัทธิในการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือแม้แต่รับจ้างประท้วงต่างๆในเมืองซานฟรานซิสโก นอกจากนั้น ยังมีข่าวลือว่าสาวกในลัทธิทั้งหญิงและชายได้ร่วมเพศกับจิม ทั้งที่สมยอม และไม่สมยอม รวมถึงการใช้ยาเสพติดของจิม โจนส์ เมื่อข่าวเสียหายเริ่มมากขึ้น จิมก็เริ่มที่จะกังวล ท้ายสุดในปี 2517 เขาใช้เงินจำนวนหนึ่งของลัทธิในการซื้อที่ดินผืนใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ในประเทศกายานา และได้ตั้งชื่อผืนดินนี้ว่าโจนส์ทาวน์ ตามชื่อของจิม ที่ที่เขาบอกทุกคนว่านี่คือดินแดนแห่งพันธสัญญาที่แท้จริง
จิม โจนส์ (สวมแว่นกันแดด) กับสาวกขณะช่วยกันก่อสร้างโจนส์ทาวน์

ภาพมุมสูงของโจนส์ทาวน์


โจนส์ทาวน์

ป้ายต้อนรับก่อนเข้าสู่โจนส์ทาวน์

ในช่วงปี 2520 ข่าวเกี่ยวกับการฟอกเงินและข้อขัดแย้งของลัทธิและญาติพี่น้องของสาวกลัทธิ Peoples Temple ก็เป็นตัวผลักดันให้จิม โจนส์บอกให้สาวกทุกคนย้ายไปที่โจนส์ทาวน์ ประเทศกายาน่า ซึ่งการเดินทางนั้นมีทางเดียวคือการใช้เครื่องบินไปลงที่ลานบินชั่วคราว และต่อด้วยรถบรรทุก โจนส์ทาวน์นั้นมีบ้านหลังเล็กๆให้สาวกทุกคน มีไร่นา มีการเลี้ยงสัตว์ ทุกคนอยู่กันเป็นกลุ่ม ทำงานเกษตร มีไฟฟ้าใช้เท่าที่จำเป็น ในช่วงแรกๆสาวกต่างกล่าวว่าที่นี่เหมือนสวรรค์ ทุกคนช่วยเหลือกัน มีการแบ่งสัดส่วนเรียบร้อย มีลานประชุม บริเวณเด็กเล่น
บ้านเล็กๆของสมาชิก Peoples Temple ในโจนส์ทาวน์

สัญญาณต่างๆที่ทำให้สวรรค์ค่อยทลายลงน่าจะมาจากการตัดขาดจากญาติพี่น้องที่บ้านเกิด ความสงสัยในตัวผู้นำ ซึ่งขณะนั้นหากมีใครแสดงออกว่าอยากกลับบ้าน คือสหรัฐ ก็จะถูกอบรมโดยจิม โจนส์ แม้จะไม่ได้มีการทำร้ายร่างกาย แต่สภาพจิตใจของหลายๆคนก็เริ่มแย่ลง ทางฝั่งสหรัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ญาติพี่น้องของสาวกได้กดดันให้รัฐบาลทำอะไรสักอย่างเพื่อให้รู้ความเป็นไปของคนในโจนส์ทาวน์

เสียงเรียกจากแคลิฟอร์เนีย
ส.ส.ลีโอ ไรอัน

สมาชิกสภาผู้แทนรัฐแคลิฟอร์เนียในขณะนั้นคือ ลีโอ ไรอัน พร้อมเลขา และทีมนักข่าวอีกสี่คน ได้บินไปที่โจนส์ทาวน์ ในวันที่ 14 พฤษจิกายน 2521 ทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างดี มีงานเลี้ยงรื่นเริง แต่ท่าน ส.ส. ก็ได้พยายามคุยกับสาวกหลายๆคน ว่าสบายดีหรือไม่อย่างไร หากอยากกลับบ้าน เขาก็เสนอให้กลับพร้อมกันได้ ในช่วงแรกไม่มีใครแสดงตัวว่าอยากออกจากโจนส์ทาวน์ร่วมกับท่าน ส.ส.และทีม จนคืนวันที่ 17 พฤษจิกายน 2521 ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายของทีมในการเยี่ยมโจนส์ทาวน์ ท่าน ส.ส. ลีโอได้รับโน๊ตเล็กๆจากคนสองสามคนบอกว่าพวกเขาอยากออกจากโจนส์ทาวน์ ในที่สุดบรรยากาศสังสรรค์ก็เปลี่ยนเป็นอึมครึมทันที วันต่อมา ชายคนหนึ่งพยายามใช้มีดแทงท่าน ส.ส.แต่ท่านได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ทีม ส.ส. ลีโอพร้อมด้วยสาวกที่ถอนตัวทั้งหมด 16 คน ได้รีบไปที่ลานบินเพื่อออกจากโจนส์ทาวน์ แต่ก่อนที่เครื่องจะขึ้น สาวกผู้ภักดีต่อจิม โจนส์จำนวน 4-5 คนได้ขับรถตามท่าน ส.ส. และทีมมาที่ลานบินและกราดยิงทุกคน ส.ส. ลีโอ ไรอัน นักข่าว และสาวก เสียชีวิตรวม 4 คนที่ลานบิน และคนที่เหลือก็ได้หนีขึ้นเครื่องบินไป
ภาพจากนักข่าวที่รอดชีวิต ส.ส.ลีโอ นอนเสียชีวิตทางขวาสุด


18 พฤษจิกายน 2521 วันสุดท้ายของโจนส์ทาวน์
หลังจากมือปืนได้กราดยิงคนที่ลานบิน จิม โจนส์ได้ประกาศให้ทุกคนมารวมกันที่ลานประชุม เขาได้ทำการประกาศว่าเราควรจะยอมตายอย่างมีเกียรติดีกว่าอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี จากนั้นชายถือปืนจำนวนหนึ่งได้ยกถังน้ำหวานสีแดง แก้วกระดาษ สายยางเล็กๆมาให้สาวก จิมบอกให้เหล่าพ่อแม่ของเด็กๆ กรอกน้ำหวานแก่ลูกๆ ไม่นานหลังจากเด็กๆดื่มน้ำหวาน พวกเด็กก็เริ่มตาเหลือก มีฟองสีขาวออกจากปาก ไม่นานก็เสียชีวิตลงทีละคน เมื่อเด็กๆเสียชีวิตแล้ว ก็ถึงคราวผู้ใหญ่พากันดื่มน้ำหวาน พร้อมทั้งฟังจิม โจนส์เทศเกี่ยวกับสวรรค์ ศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม ความหวังที่หมดแล้วจากโลก เมื่อผู้คนพากันตายหมดแล้ว เขาก็ทำการยิงตัวตายในห้องพักของเขา รวมคนเสียชีวิตในโจนส์ทาวน์ทั้งหมด 914 คน มีคนหลบหนี 4 คน ผู้รอดชีวิตจากลานบินอีกประมาณสิบคนกลับมาที่โจนส์ทาวน์และพบว่าทุกคนในเมืองเป็นศพหมดแล้ว
ภาพมุมสูงจากนักข่าวกลุ่มแรกที่มาทำข่าวการฆ่าตัวตายหมู่

บนโต๊ะจะเห็นถังน้ำหวานผสมยาพิษ

หลังจากนั้น
ข่าวเรื่องการยิงกราดที่ลานบินได้ไปถึงรัฐบาลสหรัฐอย่างรวดเร็ว แต่กว่าที่ทหารจะมาถึงโจนส์ทาวน์ก็ผ่านไปอีกวันแล้ว นักข่าวที่มาทำข่าวได้มองลงจากเครื่องบินที่โจนส์ทาวน์ เห็นเพียงสีเสื้อผ้าของศพที่หลากหลาย เป็นภาพที่ยากจะลืม การเก็บกู้ศพเป็นไปอย่างยากลำบาก ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ศพส่วนใหญ่ก็เริ่มอืดและส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่ว เนื่องจากกายาน่าเป็นประเทศร้อนชื้น
ทหารทำการเก็บกู้ศพกว่า 900 ศพจากโจนส์ทาวน์
เมื่อศพไปถึงสหรัฐ ก็พบว่ากว่า 500 ศพ ไม่มีใครมารับ เนื่องจากหลายสาเหตุ หนึ่งคือความยากจน สองคือสาวกหลายคนทำการเปลี่ยนชื่อทำให้ญาติหาไม่เจอ สามคือสภาพศพหลายศพไม่สามารถระบุได้ สี่คือความอับอายที่ต้องเกี่ยวข้องกับลัทธิอื้อฉาวนี้ รัฐบาลจึงทำการฝังรวมศพที่ไม่มีญาติที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย Peoples Temple ในตอนนั้นอยู่ในฐานะล้มละลาย ทรัพย์สินเงินทองก็ตกเป็นของรัฐ ส่วนโจนส์ทาวน์ในปัจจุบันก็กลายเป็นป่าดังเดิม แม้จะผ่านมาสามสิบกว่าปีแล้ว การเดินทางไปที่โจนส์ทาวน์ก็ยังยากลำบากไม่ต่างจากสมัยก่อน

เศษซากของโจนส์ทาวน์ในปัจจุบัน
เกร็ดเล็กน้อย

- จิม โจนส์เป็นคนผิวขาว แต่มักอ้างว่าเขามีเชื้ออินเดียนแดงหรือเชื้อสายอื่นๆปนอยู่
- โบสถ์ Poeples Temple ในซานฟรานซิสโกถูกแผ่นดินไหวถล่มเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของรัฐ
- สายยางที่เห็นในที่เกิดเหตุโจนส์ทาวน์ เชื่อว่าใช้สำหรับกรอกน้ำหวานให้กับเด็กเล็กที่ใช้แก้วไม่ได้
- มีผู้รอดชีวิตจากโจนส์ทาวน์รวมประมาณ 80 คน เนื่องจากส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างทำธุระในเมืองหลวงของประเทศกายาน่า แต่คนที่หนีออกจากเมืองโจนส์ทาวน์มีเพียง 4 คน
- มีเทปเสียงของจิม โจนส์เทศขณะสาวกพากันฆ่าตัวตาย หากฟังเทปจะได้ยินเสียงผู้เสียชีวิตและยังไม่เสียชีวิตในขณะนั้นปนอยู่ด้วย
- ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมจิม โจนส์จึงโน้มน้าวให้สาวกฆ่าตัวตาย
- ยังมีการถกเถียงว่าเหตุการณ์นี้คือการฆ่าตัวตายหมู่ หรือเป็นการฆาตกรรมหมู่

หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 3 [ตอนจบ]

สวัสดีค่ะ นี่เป็นตอนสุดท้ายของเรื่องหญิงโหดในประวัติศาสตร์โลกแล้วนะคะ มาดูกันว่าแต่ละนางจะโหดบ้าเลือดขนาดไหน

ลีโอนาดา ชานชูอิลี (Leonarda Cianciulli)

ฉายา: คนทำสบู่แห่งโคเรจจิโอ

พื้นเพ: ลีโอนาดาเกิดที่เมืองมอนเทลล่า ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1894 เธอแต่งงานกับราฟาเอล เพนซาดี้ โดยที่ถูกพ่อแม่คัดค้าน เธอเชื่อว่าแม่ของเธอได้แช่งเธอไว้ด้วย เธอและสามีมีร้านขายของที่ลาเซโดน่าแต่ร้านก็พังเนื่องจากแผ่นดินไหว เธอและสามีจึงย้ายไปที่เมืองโคเรจจิโอ ซึ่งเพื่อนบ้านก็ชื่นชอบที่เธอเป็นคนใจดี และเป็นแม่บ้านที่ดี ในช่วงแต่งงานเธอได้ตั้งครรภ์ถึง 17 ครั้ง แต่แท้ง 3 ครั้ง และอีก 10 คนเสียชีวิตแต่เล็ก เธอเหลือลูกสี่คนซึ่งเธอหวงแหนมาก เธอเชื่อในเรื่องการดูดวง และตั้งตัวเป็นหมอดูเองด้วย ครั้งหนึ่งเธอไปดูลายมือ และหมอดูบอกเธอว่าเธอต้องจบชีวิตในคุก

ความโหด: แม้ว่าจำนวนเหยื่อของเธอจะไม่มากแต่ความโหดก็ไม่น้อยหน้าคนอื่นนัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ลูกชายคนโตของเธอต้องไปรบ เธอได้เกิดความเชื่อว่าต้องทำการบูชายัญมนุษย์เพื่อให้ลูกชายของเธอรอดจากสงคราม เธอจึงทำการหลอกล่อเพื่อนบ้านของเธอโดยใช้อุบายว่าเธอสามารถแนะนำงานในต่างเมืองให้กับเหยื่อได้ และให้เหยื่อเขียนจดหมายส่งให้กับครอบครัวเมื่อไปถึงเมืองนั้นๆว่าได้งานแล้วไม่ต้องห่วง ลีโอนาดาทำการสังหารเหยื่อทั้งหมดสามราย โดยเหยื่อแต่ละคนจะมาหาเธอก่อนจะเดินทาง เพราะต้องมาจ่ายค่านายหน้าให้เธอ และเธอก็ใส่ยานอนหลับในไวน์ให้เหยื่อดื่ม ก่อนที่จะลากเหยื่อไปชำแหละ โดยเก็บเลือดเหยื่อไว้ แล้วนำไปเป็นส่วนผสมทำเค้ก ส่วนไขมันก็เอามาทำสบู่ เธอแจกจ่ายสบู่และเค้กจากศพให้เพื่อนบ้าน ตัวเธอเองนั้นก็ใช้สบู่ที่ทำและทานเค้กด้วย โดยเธอกล่าวว่ายิ่งคนอวบๆจะอร่อยมาก

จุดจบ: ญาติของเวอร์จิเนีย เหยื่อคนสุดท้ายสงสัยถึงการหายตัวไปของเวอร์จิเนีย จึงแจ้งตำรวจ เมื่อตำรวจไปพบลีโอนาดา เธอก็สารภาพอย่างง่ายดาย อาจเพราะเธอเชื่อคำทำนายของหมอดูว่าเธอต้องจบชีวิตในคุก นอกจากนั้นลีโอนาดายังช่วยตำรวจหาหลักฐานถึงการฆาตกรรมของตัวเธอเองอีกด้วย เธอถูกตัดสินให้จำคุก 33 ปี แต่เธอเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 1970 ด้วยโรคเลือดออกในสมอง รวมอายุ 76 ปี คดีของเธอเป็นข่าวโด่งดังจนมีการสร้างละครเวทีทั้งในและนอกอิตาลี
เนื้อหาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Leonarda_Cianciulli

เคทเธอรีน ไนท์ (Katherine Knight) 
พื้นเพ: เคทเธอรีนเกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1955 ที่เมืองนิว เซาท์ เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย แม่ของเธอมีสามีมาก่อน และเป็นชู้กับเพื่อนชายที่ทำงานด้วยกันจนมีลูกคือ เคทเธอรีน พ่อของเคทเธอรีนเป็นชายขี้เมาและมักบังคับแม่ของเธอให้มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง ส่วนตัวแม่นั้นมักเล่าเรื่องความรุนแรงในบ้านให้เธอฟังเสมอ เมื่อเธอเข้าโรงเรียน เธอก็เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ และชอบอยู่คนเดียว เพื่อนๆที่โรงเรียนมักสังเกตุว่าเธอชอบทำร้ายเด็กที่อ่อนแอกว่า และเธอมักสติแตกเมื่อโมโหกับเรื่องเล็กน้อย เธอออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ  15 ปี โดยที่ยังอ่านเขียนไม่ค่อยได้ เธอได้ทำงานที่เธออ้างว่าเป็น "งานในฝัน" ของเธอ คือเป็นคนแล่เนื้อในโรงฆ่าสัตว์ เธอเชี่ยวชาญในงานจนที่ทำงานมอบชุดมีดราคาแพงให้เธอเป็นรางวัล ซึ่งเธอมักพกไว้ใกล้ตัวเสมอ

ความโหด: เธอได้คบกับเดวิด ชายที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์กับเธอ ซึ่งเธอควบคุมแฟนอย่างอยู่หมัด และเมื่อวันแต่งงานในปี 1974 แม่ของเคทเธอรีนได้เตือนเดวิดว่า หากเขาคิดนอกใจ หรือทำให้เธอโมโห เขาอาจถูกเคทเธอรีนฆ่าทิ้งได้ เพราะเธอค่อนข้างคลั่ง ชีวิตแต่งงานของคู่นี้มักมีแต่ความรุนแรง คืนหนึ่งเมื่อเดวิดกลับบ้านช้าเนื่องจากแข่งปาลูกดอกรอบชิงชนะเลิศ เขาถูกเคทเธอรีนซึ่งกำลังท้องแก่ตีหัวด้วยกะทะเหล็ก จนกระโหลกร้าว หลังออกจากโรงพยาบาลเขาก็หนีไปจากเมือง ทิ้งให้เธอกับลูกอยู่กันตามลำพัง หลังจากนั้นเคเธอรีนก็คบกับชายอื่นอีกหลายคน จนมาพบกับแฟนคนสุดท้าย เมื่อประมาณปี 1995 คือ จอห์น พรินซ์ ซึ่งมีลูกติดจากการหย่า 2 คน เคทเธอรีนกับจอห์นทะเลาะกันบ่อยๆ จนครั้งสุดท้าย  เพื่อนที่ทำงานมาหาจอห์นที่บ้านแต่พบรอยเลือดที่ประตูจึงแจ้งตำรวจ เมื่อตำรวจพังประตูเข้ามาก็พบเคทเธอรีนนอนโคม่าเนื่องจากกินยาเกินขนาด นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนศพของจอห์น บางส่วนถูกนำไปปรุงเป็นอาหารซึ่งตั้งใจจะให้ลูกของจอห์นทั้งสองทาน ส่วนหัวของจอห์นยังอยู่ในหม้อต้มพร้อมผักและเครื่องแกง ชิ้นส่วนที่เหลือกระจัดกระจายอยู่ในครัว

จุดจบ: เนื่องจากออสเตรเลียไม่มีโทษประหาร ศาลจึงตัดสินให้เธอถูกจำคุกตลอดชีวิตในปี 2001 โดยมีคำสั่งให้ไม่มีการลดโทษ ถือเป็นโทษที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลียสำหรับนักโทษหญิง

เนื้อหาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Katherine_Knight

อลิซาเบธ บาโธรี

คนนี้เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินมาบ่อยแล้ว แต่เนื่องจากไม่เขียนถึงก็ไม่ได้ เพราะถือว่าน่าจะโหดที่สุดแล้ว

ฉายา: The Blood Countess

พื้นเพ: เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1560 เธอในตระกูลสูงศักดิ์ของฮังการี เธอมักมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและอ้างว่าเสียงกรีดร้องของผู้รับใช้ทำให้อาการดีขึ้น เธอจึงมักทรมานสาวใช้บ่อยๆ ต่อมาเธอได้แต่งงานกับเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้ ซึ่งเป็นพวกชอบความรุนแรงเช่นกัน ทั้งสองจึงมักทรมานข้ารับใช้และใช้วิธีสยดสยองต่างๆ มาประหารคนรับใช้ ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 4 คน แต่เมื่อปี  1600 ขณะนั้นเธออายุได้ประมาณ 40 ปี สามีของเธอก็ได้เสียชีวิต ซึ่งทำให้ความโหดร้ายของเธอเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ความโหด: เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน เธอก็หมกมุ่นกับความแก่ของตัวเอง และหาวิธีทำให้ตัวเธอดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา เธอเชื่อว่าเลือดสดๆของหญิงสาวจะทำให้ผิวของเธอกลับเต่งตึงคืนมา เธอได้ใช้วิธีต่างๆนาๆ คั้นเลือดสดๆของหญิงสาวมาอาบ ซึ่งแน่นอนว่าข้ารับใช้ของเธอเป็นเหยื่อกลุ่มแรกๆ จนกระทั่งไม่มีหญิงสาวในวังแล้ว เธอก็หลอกล่อลูกสาวชาวบ้านทั่วไปให้เข้ามาอยู่ในวังเพื่อฆ่าเอาเลือด โดยวิธีที่โด่งดังที่สุดก็คือ ไอร่อน ไมเดน ซึ่งเป็นตุ๊กตาคล้ายโลงขนาดใหญ่กว่าคนจริงเล็กน้อย ภายในมีเหล็กแหลม 5 เล่ม เมื่อปิดโลงแล้วเข็มก็จะทิ่มแทงร่างของหญิงสาวจนเลือดไหลหมดตัว นอกจากนี้ยังมีกรงพร้อมเหล็กแหลมยกสูงจากพื้น เมื่อเขย่ากรงที่มีหญิงสาวข้างในก็จะเหมือนกับฝนเลือดอาบตัวอลิซาเบทนั่นเอง เชื่อว่าเธอทรมานและฆ่าหญิงสาวไปทั้งหมดประมาณ 600 คน ศพบางส่วนถูกฝังไว้บริเวณวัง บางส่วนก็ถูกโยนทิ้ง หลายมีสภาพซีดเผือด จนชาวบ้านใกล้เคียงเชื่อว่ามีผีดูดเลือดอาศัยอยู่แถวนั้น


จุดจบ: ความลับของวังได้แพร่งพรายเนื่องจากเธอฆ่าหญิงสาวในเมืองอื่นขณะไปท่องเที่ยว โดยทำการตัดแขนตัดขา และมีคนได้ยินเสียงกรีดร้อง ชาวบ้านบริเวณวังของอลิซาเบทได้ร้องเรียนไปยังราชสำนักเรื่องคนหายจำนวนมาก และศพหญิงสาวที่กองอยู่ใกล้ๆวังของเธอ พระเจ้าแมทเทียสที่ 2 ได้ทำการสอบสวนเรื่องนี้เอง และเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจห้องใต้ดินของวัง ก็ได้พบกับเครื่องทรมานจำนวนนับไม่ถ้วน และศพจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีผู้รอดชีวิตอีกเล็กน้อย ข้ารับใช้ที่ช่วยเหลือเธอในการทรมานหญิงสาวถูกประหารโดยเผาทั้งเป็นทั้งหมด ส่วนตัวเธอนั้นถูกขังไว้ในวังของตนเองในห้องแคบๆ มีเพียงช่องให้น้ำและอาหาร จนกระทั้งเธอเสียชีวิตในวันที่ 21 สิงหาคม 1614
เนื้อหาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Elizabeth_B%C3%A1thory


จบแล้วค่ะเรื่องของหญิงโหด จริงๆมีอีกหลายคนที่ไม่ได้เขียนถึง หากมีโอกาสก็จะนำมาแปลเพิ่มเติมค่ะ เรื่องหน้าลดดีกรีความโหดลง อ่านเรื่องสบายๆก่อนนะคะ

หากถูกใจบทความก็อย่าลืม Like และ Share เป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 2

มาต่อกันที่หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 2 นะคะ ตอนนี้ผู้เขียนคิดว่าโหดกว่าตอนแรกนิดหน่อย หากเพื่อนๆ ยังไม่ได้อ่านตอนแรก ก็ตามมาที่ Link นี้ได้เลยค่ะ
http://sharethisthing.blogspot.com/2015/04/10-evil-women-part-1.html

แมรี่ แอน คอตตอน (Mary Ann Cotton)

ฉายา: ไม่มีฉายา แต่เธอถือว่าเป็นฆาตกรหญิงคนแรกของอังกฤษ

หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 1

อิรมา เกรเซ่ (Irma Grese) 
ฉายา: "the Beautiful Beast" (สัตว์ร้ายผู้งดงาม)
พื้นเพ: อิรมา เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1923 ครอบครัวของเธอไม่ได้อบอุ่นนัก แม่ของอิรมาฆ่าตัวตายเมื่อเธอยังเด็ก เนื่องจากน้อยใจที่พ่อของเธอแอบมีชู้ หลังจากที่เธอออกจากโรงเรียนและทำงานเล็กๆน้อยๆ เธอก็ได้ทำงานเป็นผู้คุมในค่ายมรณะของนาซีหลายแห่ง

นักกีฬาหัวใจหล่อ ปกป้องเพื่อนพิการทางสมอง


ช่วงนี้เพิ่งหมดช่วงวันสงกรานต์ มาอ่านเรื่องฟีลกู๊ดกันบ้างนะคะ เป็นเรื่องของเด็กหญิงที่พิการทางสมอง กับเด็กชายที่ช่วยเหลือเธอค่ะ

ในเมืองเล็กๆชื่อ Queencreek รัฐอริโซนา พวกนักเรียนขี้แกล้งเรียก ชายย์ จอนสันว่า ปัญญาอ่อนบ้าง ผลักเธอบ้าง โยนขยะใส่เธอบ้าง
คาร์สัน โจนส์ นักฟุตบอลกองหลังของโรงเรียน
สมองของชายย์ทำงานได้เท่าเด็ก ป.สาม เท่านั้น เนื่องจากเธอพิการทางสมองตั้งแต่เกิด แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็รู้มากพอว่าคนพวกนี้ไม่ชอบเธอ 

ดูแฮรี่ พอตเตอร์ในเกาหลีเหนือ

ชีวิตในมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือ

ซูกิ คิม มาถึงเกาหลีเหนือในช่วงวันครบรอบวันเกิด 100 ปี ของ คิม อิลซุง ผู้นำเกาหลีเหนือคนแรก โรงเรียนต่างหยุดเพื่อจัดงานเฉลิมฉลอง


แต่ไม่ใช่ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเปียงยาง (Pyongyang University of Technology) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ซุกิ คิม เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่นั่น

ซุกิ คิม เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลี เธอเป็นนักเขียนและนักข่าว  เธอสมัครไปสอนที่เกาหลีเหนือเพื่อเรียนรู้ชีวิตของคนทั่วไปในประเทศเกาหลีเหนือ

นักศึกษาของ คิม เป็นเด็กชายล้วนอายุ 19-20 ปี นักศึกษาเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกเขตมหาวิทยาลัยหรือติดต่อกับครอบครัว

นอกจากจะเข้มงวดกับนักศึกษาแล้ว คุณครูก็ไม่ต่างกัน

นักศึกษากำลังสอบปลายภาค

"ทุกคาบสอนต้องมีการรายงานและบันทึก" ทุกคนต้องอาศัยในรั้วมหาวิทยาลัย และห้ามออกไปภายนอก  ผู้ติดตามของรัฐจะอยู่กับครูตลอดเวลาที่สอน บทเรียนทุกบทต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐ" คิมอธิบาย

ครูกับนักศึกษาถูกจำกัดว่าเรื่องอะไรที่พูดได้บ้าง และห้ามพูดออกนอกเนื้อหาการเรียน หนึ่งในบทเรียนพูดถึง แฮรี่ พอตเตอร์

"พวกนักศึกษาพูดถึง แฮรี่ พอตเตอร์ บ่อยมาก" คิมกล่าว "และครูคนนึงก็มี DVD เรื่องนี้อยู่ เราเลยหาทางให้นักศึกษาได้ดูเรือง แฮรี่ พอตเตอร์ " คิมได้ส่งคำขอผ่านมหาวิทยาลัยเพื่อให้เธอได้ฉายเรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์ ให้นักศึกษาในชั้นเรียนดู และด้วยอะไรก็ตาม เธอก็ได้รับอนุญาต


นักศึกษากำลังดูแฮรี่ พอตเตอร์ ตอนนักโทษแห่งอัซคาบัน

คิม คิดว่านักศึกษาจะต้องสนใจเรื่องเอฟเฟกต์หนังมากๆ เนื่องจากเกาหลีเหนือไม่มีการฉายเรื่องแนวนี้ แต่เธอกลับพบว่า สิ่งที่นักศึกษาสนใจกลับเป็นเรื่อง

งานเขียน

การเขียนเรียงความเป็นวิชาที่สอนยากมากในเกาหลีเหนือ "เนื่องจากเด็กๆ ไม่ได้เรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ วิจารณ์เลย การเขียนเรียงความถึงเป็นเรื่องยากมากๆ" เธอกล่าว

นักศึกษาของคิม ชอบตัวละคร เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ มากเนื่องจากเธอมีปัญหาเรื่องการเขียนเรียงความเช่นกัน

"พวกเขารู้สึกเชื่อมต่อ" คิมกล่าว "เป็นการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก"

คิม เชื่อว่าถึงแม้นักศึกษาเหล่านี้จะได้รับรู้แต่การชวนเชื่อจากระบบรัฐ แต่บางครั้งเด็กๆ ก็แสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระเช่นกัน "พวกเขายังเด็ก หลายๆ ครั้ง พวกเขาก็ทำตัวเหมือนเรา เหมือนเด็กอายุ 19 ทั่วไป"



เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด ซุกิ คิม ได้เขียนหนังสือชื่อ "Without You, There's No Us" เป็นบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์ในเกาหลีเหนือของเธอ

ในหนังสือ เธอได้ปิดบังชื่อของนักศึกษาและเพื่อนในเกาหลีเหนือทั้งหมด เพื่อปกป้องตัวตนของคนเหล่านี้ หลายๆ คนแย้งว่าเธอไม่ควรจะเขียนหนังสือนี้ เพราะเธอไปในฐานะครู

"คงไม่มีใครจะไปขอเกาหลีเหนือว่าจะเข้าประเทศเพื่อเขียนหนังสือเกี่ยวกับเกาหลีเหนือหรอกค่ะ" เธอกล่าวทิ้งท้าย

เครดิตต้นเรื่อง: http://www.pri.org/stories/2015-04-08/watching-harry-potter-north-korea

ภาพทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ Suki Kim จากเว็บไซต์ http://www.sukikim.com/album



      





แมงมุม 7 ขา ราคาสามแสน!

คุณเชื่อไหมว่ารูปภาพแมงมุมพิการตัวนี้ราคา 300,000 บาท


เดวิด ธอน เป็นคนเขียนเรื่องตลกผ่านอินเตอร์เน็ต ในปี 2008 เขาได้แกล้งเจ้าหน้าที่ที่ส่งอีเมล์บอกให้เขาจ่ายค่าสาธารณูปโภคที่ค้างไว้ ซึ่งเขาก็ได้จ่าย...

...เป็นภาพแมงมุมที่เห็นนี่แหละค่ะ



นี่เป็นจดหมายที่เดวิดติดต่อกับบริษัทสาธารณูปโภคค่ะ

ภาพความตายอันงดงาม

ภาพความตายอันงดงาม


 ภาพเอเวอลีน แมคฮอล ถ่ายโดย โรเบิร์ท ไวซ์ (Robert C. Wiles) 
ได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Life วันที่ 12 พ.ค. 1947 บรรยายภาพไว้ดังนี้ 
"ที่ด้านล่างตึกเอ็มไพร์สเตต  ร่างของเอเวอลีน แมคฮอล 
บนหลังคารถที่ยุบยับเยินประดุจผ้าห่อร่างของเธอ"


ประวัติชีวิตของเอเวอลีน แมคฮอลนั้นไม่มีหลักฐานมากนัก นี่เป็นเพียงส่วนที่เว็บรวบรวมมาได้ค่ะ

เอเวอลีน แมคฮอล เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 1923 ณ เมือง เบิคเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เธอเป็นลูกคนที่หก จากเจ็ดคนในครอบครัวของ วินเซนท์และเฮเลน แมคฮอล

เอเวอลีน แมคฮอล
เมื่อเอเวอลีนอายุได้แปดขวบ ครอบครัวก็ต้องย้ายไปอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เพราะคุณพ่อได้ทำงานที่นั้น 

หลังจากนั้นไม่นานพ่อกับแม่ของเธอก็เลิกกัน และคุณพ่อเป็นคนดูแลเธอ
ต่อมาเธอก็ต้องย้ายไปอยู่ที่ชานเมืองนิวยอร์ค เรียนที่นั่นจนจบมัธยม เธอก็ย้ายไปอยู่กับญาติที่อีกฝั่งเมือง และที่นี่ เธอได้พบรักกับ แบร์รี่ โรดส์ ซึ่งกำลังเรียนมหาวิทยาลัย 

เอเวอลีนและแบร์รี่วางแผนจะจัดงานแต่งงานที่บ้านพี่ชายของแบร์รี่ในเดือน มิถุนายน 1947

เมื่อวันที่ 30 เมษายน เธอแวะไปหาแบร์รี่ที่มหาวิทยาลัยเพื่อฉลองวันเกิดของเขา และนั่งรถไฟกลับมาที่นิวยอร์คในเช้าตรู่วันถัดมา

"ก่อนจากกัน เธอจูบลาผมตามปกติ เธอดูมีความสุข เหมือนหญิงที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว" แบร์รี่กล่าว

ไม่มีใครรู้ว่าเอเวอลีนคิดอะไรระหว่างที่รถไฟแล่นกลับนิวยอร์ค

หลังลงจากรถไฟ ประมาณแปดโมงเช้า เธอไปที่โรงแรม Governor Clinton Hotel และเขียนจดหมายลาตาย

เมื่อเวลา 10.30 น. เธอซื้อตั๋วเพื่อขี้นไปที่จุดชมวิวชั้น 86 ของตึกเอ็มไพร์สเตต
วิวของชั้น 86 ของตึกเอมไพร์สเตต ภาพนี้ใหม่กว่าในเรื่องค่ะ

เวลา 10.40 น. ตำรวจจราจรด้านล่างสังเกตุเห็นผ้าพันคอร่วงลงมาจากอาคาร และไม่กี่วินาทีก็ได้ยินเสียงกระแทกอย่างแรง และคนเริ่มมุงบริเวณถนนที่ 34 

บริเวณใกล้เคียง โรเบิร์ท ไวซ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนถ่ายภาพ ก็ได้ยินเสียง และวิ่งไปถ่ายภาพ ภาพดังกล่าวถูกถ่ายหลังจากที่เอเวอลีนกระโดดลงมาประมาณ 4 นาที

ต่อมาไม่นานตำรวจได้เจอจดหมายลาตายของเธอ ข้อความมีดังนี้

ฉันไม่อยากให้ครอบครัวเห็นส่วนใดๆของฉัน คุณช่วยเผาศพฉันได้ไหม ฉันขอร้องคุณ และครอบครัวของฉัน ไม่ต้องมีพิธี ไม่ต้องมีการรำลึกใดๆ คู่หมั่นได้ขอฉันแต่งงานในเดือนมิถุนายนนี้ แต่ฉันไม่คิดว่าฉันดีพอสำหรับใคร มันจะดีกับเขามากกว่าหากไม่มีฉัน บอกพ่อด้วยว่าฉันมีเชื้อแม่มากเกินไป
*จุดที่มีการขีดคร่อม เอเวอลีนเป็นคนขีดส่วนนี้ค่ะ

พี่สาวของเธอเป็นคนไปรับศพเธอและทำตามคำขอในจดหมาย

ร่างของเธอได้รับการฌาปนกิจ และไม่มีหลุมศพ

แม้คำขอจะบอกให้ทุกคนลืมเธอเสีย แต่ภาพของเธอถือเป็นหนึ่งในภาพที่สำคัญภาพหนึ่งในศตวรรตที่ 20 ทีเดียว

เช่นภาพด้านล่างคือภาพที่แอนดี้ วอฮอล (ศิลปินแนวป็อบอาร์ตชื่อดัง) ออกแบบจากภาพต้นฉบับ

Andy Warhol - "Suicide (Fallen Body)" 1963

เกร็ดเล็กน้อย
  • หลังจากภาพถูกถ่ายแล้ว ศพของเธอก็ไม่ได้คงสภาพตามรูปแล้วค่ะ (พูดง่ายๆคือ อวัยวะไม่อยู่กับที่แล้ว)
  • รถในภาพคือรถลีมูซีนของหน่วยงานสหประชาชาติ 
  • ภาพนี้ถูกจัดว่าเป็นภาพการฆ่าตัวตายที่สวยที่สุดภาพหนึ่งที่มีการบันทึกได้ อีกภาพคือภาพพระชาวเวียดนามเผาตัวตาย
  • ภาพนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหลายคนทั้งในการแต่งเพลง ภาพยนตร์ และการจัดฉากถ่ายภาพค่ะ 
ปกอัลบั้มของ Machines of Loving Grace
  • ตั้งแต่สร้างตึกเอมไพร์เสตท มีคนกระโดดตึกทั้งหมด 36 คน และ 17 คน กระโดดจากชั้น 86 ที่เป็นจุดชมวิว เอเวอลีนเป็นคนที่ 12 จากทั้งหมด
  • หลังจากนั้นได้มีการสร้างที่กั้นและมียามคอยดูแล แต่ก็มีคนกระโดดจากจุดอื่นเช่นสำนักงานอยู่ดี
**แถมภาพสีค่ะ ต้นฉบับไม่รู้ใครทำเพราะเยอะจริงๆค่ะ

เครดิตประวัติจาก http://www.codex99.com/photography/43.html





แม่บอกว่าอยากให้ผมตายไปเสีย ชีวิตและความคิดของมนุษย์ผัก


คุณจะทำยังไงถ้าคุณถูกขังในร่างกายของตัวเอง? สมองคุณยังทำงานแต่คุณสื่อสารไม่ได้ คุณจะอยู่อย่างไงหากคุณเป็นคนไร้ตัวตนแม้จะรายล้อมด้วยคนที่คุณรัก?

เด็กชายมาร์ติน ผู้กลายเป็นมนุษย์ผัก ถ่ายเมื่อประมาณปี 1990


มาร์ติน พิสทอเรียส เติบโตที่ประเทศแอฟริกาใต้ เขาชอบเรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นทรานซิสเตอร์ และเครื่องส่งสัญญาณต่างๆ เมื่อมาร์ตินอายุ 12 ปี เขาเริ่มมีอาการป่วยแปลกๆ แพทย์ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นโรคอะไร แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น Cryptococcal Meningitis (อาการติดเชื้อที่สมองชนิดหนึ่ง)

เมื่อคุณเจอกับผู้ชายสมบูรณ์แบบ แต่กลับพบว่า?!

ขอขอบคุณเรื่องจากรายการวิทยุ Snap Judgement สถานี PRI นะคะ ขอเกริ่นก่อนเลย รายการ Snap Judgement เนี่ย ออกอากาศประมาณหนึ่งชั่วโมง จะมีคอนเซ็ปต์แต่ละชั่วโมงต่างกันไป ในชั่วโมงจะมีเรื่องสั้น 4-5 เรื่อง เช่น ตอน "ผู้ยิ่งใหญ่" ก็จะมีเรื่องเล่าที่อยู่ในคอนเซ็ปของตอนนั้น อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้นำประเทศ หรือ เกี่ยวกับเทพเจ้า คือเกี่ยวกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมด นั่นเอง ตอนที่เอามาแปลนี้คือตอน "The B-Team" หากแปลเป็นไทย ถ้า A Team คือทีมเจ๋ง B Team ก็คือ "ทีมกระจอก" นั่นเอง เรื่องเล่านี้ชื่อว่า "The Perfect Boyfriend" หรือ "แฟนหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์" ซึ่งหลายๆคนอาจสงสัยว่า ยังมีอยู่หรือ? อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถ้าจบเหมือนชื่อเรื่องก็จะสปอยล์เกินไป ต้องมาติดตามกันนะคะว่าเรื่องจะจบยังไง

และนี่คือคลิปเรื่อง (ภาษาอังกฤษนะคะ) ต้นฉบับนะคะ เผื่อใครอยากฟังดู



          ...พ่อของฉันเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวดแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้า เรื่องคบเพื่อน คือบ้านเราไปโบสถ์สัปดาห์ละสามวัน ก็ต้องใส่ชุดไปโบสถ์ทั้งสามวัน แต่เรื่องที่จี๊ดสุดๆ น่าจะเป็น

เรื่องคบแฟน

พ่อไม่เคยยอมรับแฟนคนไหนของฉันเลย ฉันจำได้ว่ามีคนนึงพ่อไม่ยอมให้ฉันคบด้วยเพราะเค้าไม่เคร่งศาสนาพอ อีกคนพ่อก็ไม่ชอบเพราะขับรถคอร์เวตต์สีแดง(?) มีครั้งนึงฉันกำลังจะออกไปเดท พ่อก็เดินมาดึงกุญแจบ้านออกจากมือฉันเฉยเลย ก็เลยไม่ได้ไปเดท ฉันเป็นคนค่อนข้างชอบอิสระก็เลยทะเลาะกับพ่อบ่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้พ่อลดความเข้มงวดลง

วันนึงที่โบสถ์มีงานฉลอง ทุกคนแต่งตัวสวยงาม ฉันเห็นหนุ่มคนหนึ่งดูน่ารักดี หลังจากนั้นสักสิบห้านาทีได้ เขาก็เข้ามาขอฉันเต้นรำ ซึ่งฉันจำได้เลยว่าพ่อก็อยู่ใกล้ๆตรงนั้น (หัวเราะ) ฉันก็แบบอืม... เต้นไปก็แอบกังวลไปด้วย

ระหว่างที่เต้นกับเขานั้นฉันได้กลิ่นน้ำหอม ...และฉันชอบกลิ่นน้ำหอมของเขา ระหว่างที่เต้นรำ เราไม่ได้พูดอะไรกัน แต่ฉันรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด มันไม่เหมือนกับที่คนพูดถึงรักแรกพบ ว่าสบตาแล้วใจเต้นแรง แต่มันรู้สึกเหมือนว่าเรารู้จักกันมาก่อน เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ...มันรู้สึกดีมากจริงๆ