แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ wikipedia แสดงบทความทั้งหมด

มาชมต้นไม้แปลกๆ ทั่วโลกกัน

Crooked Forest 

Crooked Forest คือกลุ่มต้นสนที่มีสภาพหงิกงอ ตั้งอยู่ที่ประเทศโปแลนด์ Crooked Forest มีต้นสนที่เบี้ยวๆแบบนี้อยู่ถึง 400 ต้น ซึ่งปลูกไว้ประมาณ 85 ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยที่บริเวณดังกล่าวยังเป็นของเยอรมัน จริงๆต้นไม้พวกนี้เป็นต้นสนธรรมดาๆ แต่เชื่อกันว่ามีคนตั้งใจปลูกให้มันงอๆ เบี้ยวๆ แบบนี้ โดยคาดว่าพยายามทำให้ต้นไม้โค้ง เพื่อนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือเรือ อีกทฤษฎีหนึ่งคือพายุพัดต้นไม้ให้โค้งแบบนี้ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบอยู่ดีว่าทำไมต้นไม้พวกนี้ถึงเบี้ยวๆบูดๆเหมือนในภาพ

หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 3 [ตอนจบ]

สวัสดีค่ะ นี่เป็นตอนสุดท้ายของเรื่องหญิงโหดในประวัติศาสตร์โลกแล้วนะคะ มาดูกันว่าแต่ละนางจะโหดบ้าเลือดขนาดไหน

ลีโอนาดา ชานชูอิลี (Leonarda Cianciulli)

ฉายา: คนทำสบู่แห่งโคเรจจิโอ

พื้นเพ: ลีโอนาดาเกิดที่เมืองมอนเทลล่า ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1894 เธอแต่งงานกับราฟาเอล เพนซาดี้ โดยที่ถูกพ่อแม่คัดค้าน เธอเชื่อว่าแม่ของเธอได้แช่งเธอไว้ด้วย เธอและสามีมีร้านขายของที่ลาเซโดน่าแต่ร้านก็พังเนื่องจากแผ่นดินไหว เธอและสามีจึงย้ายไปที่เมืองโคเรจจิโอ ซึ่งเพื่อนบ้านก็ชื่นชอบที่เธอเป็นคนใจดี และเป็นแม่บ้านที่ดี ในช่วงแต่งงานเธอได้ตั้งครรภ์ถึง 17 ครั้ง แต่แท้ง 3 ครั้ง และอีก 10 คนเสียชีวิตแต่เล็ก เธอเหลือลูกสี่คนซึ่งเธอหวงแหนมาก เธอเชื่อในเรื่องการดูดวง และตั้งตัวเป็นหมอดูเองด้วย ครั้งหนึ่งเธอไปดูลายมือ และหมอดูบอกเธอว่าเธอต้องจบชีวิตในคุก

ความโหด: แม้ว่าจำนวนเหยื่อของเธอจะไม่มากแต่ความโหดก็ไม่น้อยหน้าคนอื่นนัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ลูกชายคนโตของเธอต้องไปรบ เธอได้เกิดความเชื่อว่าต้องทำการบูชายัญมนุษย์เพื่อให้ลูกชายของเธอรอดจากสงคราม เธอจึงทำการหลอกล่อเพื่อนบ้านของเธอโดยใช้อุบายว่าเธอสามารถแนะนำงานในต่างเมืองให้กับเหยื่อได้ และให้เหยื่อเขียนจดหมายส่งให้กับครอบครัวเมื่อไปถึงเมืองนั้นๆว่าได้งานแล้วไม่ต้องห่วง ลีโอนาดาทำการสังหารเหยื่อทั้งหมดสามราย โดยเหยื่อแต่ละคนจะมาหาเธอก่อนจะเดินทาง เพราะต้องมาจ่ายค่านายหน้าให้เธอ และเธอก็ใส่ยานอนหลับในไวน์ให้เหยื่อดื่ม ก่อนที่จะลากเหยื่อไปชำแหละ โดยเก็บเลือดเหยื่อไว้ แล้วนำไปเป็นส่วนผสมทำเค้ก ส่วนไขมันก็เอามาทำสบู่ เธอแจกจ่ายสบู่และเค้กจากศพให้เพื่อนบ้าน ตัวเธอเองนั้นก็ใช้สบู่ที่ทำและทานเค้กด้วย โดยเธอกล่าวว่ายิ่งคนอวบๆจะอร่อยมาก

จุดจบ: ญาติของเวอร์จิเนีย เหยื่อคนสุดท้ายสงสัยถึงการหายตัวไปของเวอร์จิเนีย จึงแจ้งตำรวจ เมื่อตำรวจไปพบลีโอนาดา เธอก็สารภาพอย่างง่ายดาย อาจเพราะเธอเชื่อคำทำนายของหมอดูว่าเธอต้องจบชีวิตในคุก นอกจากนั้นลีโอนาดายังช่วยตำรวจหาหลักฐานถึงการฆาตกรรมของตัวเธอเองอีกด้วย เธอถูกตัดสินให้จำคุก 33 ปี แต่เธอเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 1970 ด้วยโรคเลือดออกในสมอง รวมอายุ 76 ปี คดีของเธอเป็นข่าวโด่งดังจนมีการสร้างละครเวทีทั้งในและนอกอิตาลี
เนื้อหาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Leonarda_Cianciulli

เคทเธอรีน ไนท์ (Katherine Knight) 
พื้นเพ: เคทเธอรีนเกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1955 ที่เมืองนิว เซาท์ เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย แม่ของเธอมีสามีมาก่อน และเป็นชู้กับเพื่อนชายที่ทำงานด้วยกันจนมีลูกคือ เคทเธอรีน พ่อของเคทเธอรีนเป็นชายขี้เมาและมักบังคับแม่ของเธอให้มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง ส่วนตัวแม่นั้นมักเล่าเรื่องความรุนแรงในบ้านให้เธอฟังเสมอ เมื่อเธอเข้าโรงเรียน เธอก็เข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ และชอบอยู่คนเดียว เพื่อนๆที่โรงเรียนมักสังเกตุว่าเธอชอบทำร้ายเด็กที่อ่อนแอกว่า และเธอมักสติแตกเมื่อโมโหกับเรื่องเล็กน้อย เธอออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ  15 ปี โดยที่ยังอ่านเขียนไม่ค่อยได้ เธอได้ทำงานที่เธออ้างว่าเป็น "งานในฝัน" ของเธอ คือเป็นคนแล่เนื้อในโรงฆ่าสัตว์ เธอเชี่ยวชาญในงานจนที่ทำงานมอบชุดมีดราคาแพงให้เธอเป็นรางวัล ซึ่งเธอมักพกไว้ใกล้ตัวเสมอ

ความโหด: เธอได้คบกับเดวิด ชายที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์กับเธอ ซึ่งเธอควบคุมแฟนอย่างอยู่หมัด และเมื่อวันแต่งงานในปี 1974 แม่ของเคทเธอรีนได้เตือนเดวิดว่า หากเขาคิดนอกใจ หรือทำให้เธอโมโห เขาอาจถูกเคทเธอรีนฆ่าทิ้งได้ เพราะเธอค่อนข้างคลั่ง ชีวิตแต่งงานของคู่นี้มักมีแต่ความรุนแรง คืนหนึ่งเมื่อเดวิดกลับบ้านช้าเนื่องจากแข่งปาลูกดอกรอบชิงชนะเลิศ เขาถูกเคทเธอรีนซึ่งกำลังท้องแก่ตีหัวด้วยกะทะเหล็ก จนกระโหลกร้าว หลังออกจากโรงพยาบาลเขาก็หนีไปจากเมือง ทิ้งให้เธอกับลูกอยู่กันตามลำพัง หลังจากนั้นเคเธอรีนก็คบกับชายอื่นอีกหลายคน จนมาพบกับแฟนคนสุดท้าย เมื่อประมาณปี 1995 คือ จอห์น พรินซ์ ซึ่งมีลูกติดจากการหย่า 2 คน เคทเธอรีนกับจอห์นทะเลาะกันบ่อยๆ จนครั้งสุดท้าย  เพื่อนที่ทำงานมาหาจอห์นที่บ้านแต่พบรอยเลือดที่ประตูจึงแจ้งตำรวจ เมื่อตำรวจพังประตูเข้ามาก็พบเคทเธอรีนนอนโคม่าเนื่องจากกินยาเกินขนาด นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนศพของจอห์น บางส่วนถูกนำไปปรุงเป็นอาหารซึ่งตั้งใจจะให้ลูกของจอห์นทั้งสองทาน ส่วนหัวของจอห์นยังอยู่ในหม้อต้มพร้อมผักและเครื่องแกง ชิ้นส่วนที่เหลือกระจัดกระจายอยู่ในครัว

จุดจบ: เนื่องจากออสเตรเลียไม่มีโทษประหาร ศาลจึงตัดสินให้เธอถูกจำคุกตลอดชีวิตในปี 2001 โดยมีคำสั่งให้ไม่มีการลดโทษ ถือเป็นโทษที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลียสำหรับนักโทษหญิง

เนื้อหาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Katherine_Knight

อลิซาเบธ บาโธรี

คนนี้เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินมาบ่อยแล้ว แต่เนื่องจากไม่เขียนถึงก็ไม่ได้ เพราะถือว่าน่าจะโหดที่สุดแล้ว

ฉายา: The Blood Countess

พื้นเพ: เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1560 เธอในตระกูลสูงศักดิ์ของฮังการี เธอมักมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและอ้างว่าเสียงกรีดร้องของผู้รับใช้ทำให้อาการดีขึ้น เธอจึงมักทรมานสาวใช้บ่อยๆ ต่อมาเธอได้แต่งงานกับเคานท์ฟีเรนซ์ นาดาสดี้ ซึ่งเป็นพวกชอบความรุนแรงเช่นกัน ทั้งสองจึงมักทรมานข้ารับใช้และใช้วิธีสยดสยองต่างๆ มาประหารคนรับใช้ ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 4 คน แต่เมื่อปี  1600 ขณะนั้นเธออายุได้ประมาณ 40 ปี สามีของเธอก็ได้เสียชีวิต ซึ่งทำให้ความโหดร้ายของเธอเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ความโหด: เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน เธอก็หมกมุ่นกับความแก่ของตัวเอง และหาวิธีทำให้ตัวเธอดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา เธอเชื่อว่าเลือดสดๆของหญิงสาวจะทำให้ผิวของเธอกลับเต่งตึงคืนมา เธอได้ใช้วิธีต่างๆนาๆ คั้นเลือดสดๆของหญิงสาวมาอาบ ซึ่งแน่นอนว่าข้ารับใช้ของเธอเป็นเหยื่อกลุ่มแรกๆ จนกระทั่งไม่มีหญิงสาวในวังแล้ว เธอก็หลอกล่อลูกสาวชาวบ้านทั่วไปให้เข้ามาอยู่ในวังเพื่อฆ่าเอาเลือด โดยวิธีที่โด่งดังที่สุดก็คือ ไอร่อน ไมเดน ซึ่งเป็นตุ๊กตาคล้ายโลงขนาดใหญ่กว่าคนจริงเล็กน้อย ภายในมีเหล็กแหลม 5 เล่ม เมื่อปิดโลงแล้วเข็มก็จะทิ่มแทงร่างของหญิงสาวจนเลือดไหลหมดตัว นอกจากนี้ยังมีกรงพร้อมเหล็กแหลมยกสูงจากพื้น เมื่อเขย่ากรงที่มีหญิงสาวข้างในก็จะเหมือนกับฝนเลือดอาบตัวอลิซาเบทนั่นเอง เชื่อว่าเธอทรมานและฆ่าหญิงสาวไปทั้งหมดประมาณ 600 คน ศพบางส่วนถูกฝังไว้บริเวณวัง บางส่วนก็ถูกโยนทิ้ง หลายมีสภาพซีดเผือด จนชาวบ้านใกล้เคียงเชื่อว่ามีผีดูดเลือดอาศัยอยู่แถวนั้น


จุดจบ: ความลับของวังได้แพร่งพรายเนื่องจากเธอฆ่าหญิงสาวในเมืองอื่นขณะไปท่องเที่ยว โดยทำการตัดแขนตัดขา และมีคนได้ยินเสียงกรีดร้อง ชาวบ้านบริเวณวังของอลิซาเบทได้ร้องเรียนไปยังราชสำนักเรื่องคนหายจำนวนมาก และศพหญิงสาวที่กองอยู่ใกล้ๆวังของเธอ พระเจ้าแมทเทียสที่ 2 ได้ทำการสอบสวนเรื่องนี้เอง และเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจห้องใต้ดินของวัง ก็ได้พบกับเครื่องทรมานจำนวนนับไม่ถ้วน และศพจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีผู้รอดชีวิตอีกเล็กน้อย ข้ารับใช้ที่ช่วยเหลือเธอในการทรมานหญิงสาวถูกประหารโดยเผาทั้งเป็นทั้งหมด ส่วนตัวเธอนั้นถูกขังไว้ในวังของตนเองในห้องแคบๆ มีเพียงช่องให้น้ำและอาหาร จนกระทั้งเธอเสียชีวิตในวันที่ 21 สิงหาคม 1614
เนื้อหาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Elizabeth_B%C3%A1thory


จบแล้วค่ะเรื่องของหญิงโหด จริงๆมีอีกหลายคนที่ไม่ได้เขียนถึง หากมีโอกาสก็จะนำมาแปลเพิ่มเติมค่ะ เรื่องหน้าลดดีกรีความโหดลง อ่านเรื่องสบายๆก่อนนะคะ

หากถูกใจบทความก็อย่าลืม Like และ Share เป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 2

มาต่อกันที่หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 2 นะคะ ตอนนี้ผู้เขียนคิดว่าโหดกว่าตอนแรกนิดหน่อย หากเพื่อนๆ ยังไม่ได้อ่านตอนแรก ก็ตามมาที่ Link นี้ได้เลยค่ะ
http://sharethisthing.blogspot.com/2015/04/10-evil-women-part-1.html

แมรี่ แอน คอตตอน (Mary Ann Cotton)

ฉายา: ไม่มีฉายา แต่เธอถือว่าเป็นฆาตกรหญิงคนแรกของอังกฤษ

หญิงโหดในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 1

อิรมา เกรเซ่ (Irma Grese) 
ฉายา: "the Beautiful Beast" (สัตว์ร้ายผู้งดงาม)
พื้นเพ: อิรมา เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1923 ครอบครัวของเธอไม่ได้อบอุ่นนัก แม่ของอิรมาฆ่าตัวตายเมื่อเธอยังเด็ก เนื่องจากน้อยใจที่พ่อของเธอแอบมีชู้ หลังจากที่เธอออกจากโรงเรียนและทำงานเล็กๆน้อยๆ เธอก็ได้ทำงานเป็นผู้คุมในค่ายมรณะของนาซีหลายแห่ง

ภาพประวัติศาสตร์หายาก (พร้อมคำบรรยาย) part 2

มาต่อกันเลยจ้า เซ็ตนี้ก็ยังมีรูปประธานาธิบดีสหรัฐเยอะเหมือนเดิม (พอดีคนถ่ายรูปให้เยอะ เลยมีภาพแปลกๆเยอะ) พยายามใส่เนื้อหาเพิ่มจากคำบรรยายด้วยค่ะจะได้ไม่เบื่อเนาะ


ภาพประวัติศาสตร์หายาก (พร้อมคำบรรยาย) part 1

ขอแบ่งเป็น 3 ตอนนะคะ รูปเยอะมาก ภาพส่วนใหญ่จะเป็นของสหรัฐอเมริกา ขอขอบคุณ imgur สำหรับต้นฉบับภาษาอังกฤษค่ะ  อันนี้แปลมาให้เพื่อนๆอ่านอีกทีนะคะ


John Wayne สมัยหนุ่ม (แกเป็นดาราหนังคาวบอยยุคเก่า) รูปนี้น่าจะตั้งแต่แกยังไม่ดัง

เต้นรำกับฉันจนสุดทางแห่งรัก เสน่ห์แห่งความรักและความตาย


ได้ฟังเพลงช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา กำลังหาเพลงแจ๊สฟังสบายๆ ก็ไปเจอกับเพลงนี้เข้า ชื่อเพลง Dance Me to the End of Love ฟังชื่อแล้วดูเป็นเพลงที่หวานหยดย้อยมากๆ และเป็นชื่อที่มีมนต์ขลังยังไงก็ไม่รู้ ในความคิดของฉัน (ขนาดยังไม่ได้ฟังนะเนี่ย) เหมือนกับว่าเต้นไปจนสุดทางรัก จนตายจากกันไป(หรือเปล่า)

Dance me แปลเป็นไทยก็เหมือนกับการพูดให้ผู้ฟังเต้นนำนั่นเอง แต่ในที่นี้อาจเป็นการเต้นรำไปด้วยกันก็ได้ (แบบไม่มีคนนำ) พอได้หาจากอากู๋สักพัก ก็ทราบว่ามีหลายเวอร์ชั่นมากๆ แต่เวอร์ชั่นที่ประทับใจฉันที่สุดคงเป็นอันนี้

Madeleine Peyroux - Dance Me to the End of Love

อ้อมค้อมมานานแล้ว เอาเนื้อเพลงไปด้วยละกัน

Dance me to your beauty with a burning violin
Dance me through the panic 'til I'm gathered safely in
Lift me like an olive branch and be my homeward dove

Dance me to the end of love
Dance me to the end of love

Let me see your beauty when the witnesses are gone
Let me feel you moving like they do in Babylon
Show me slowly what I only know the limits of

Dance me to the end of love
Dance me to the end of love

Dance me to the wedding now, dance me on and on
Dance me very tenderly and dance me very long
We're both of us beneath our love, we're both of us above

Dance me to the end of love
Dance me to the end of love

Dance me to the children who are asking to be born
Dance me through the curtains that our kisses have outworn
Raise a tent of shelter now, though every thread is torn

Dance me to the end of love
Dance me to the end of love

Dance me to your beauty with a burning violin
Dance me through the panic 'til I'm gathered safely in
Touch me with your naked hand or touch me with your glove

Dance me to the end of love
Dance me to the end of love
Dance me to the end of love

Songwriters
COHEN, LEONARD

Published by
Lyrics © Sony/ATV Music Publishing LLC


เครดิตเนื้อเพลงจาก MetroLyrics

เนื้อหาเหมือนจะเป็นเพลงรักทั่วไป การเต้นรำเหมือนเป็นการเปรียบเทียบการอยู่ร่วมกันของคนสองคน เดินไปในจังหวะและท่วงทำนองเดียวกัน จนแต่งงาน จนมีลูก เต้นรำไปจนสุดทางแห่งรัก เป็นการเปรียบเปรยได้สวยงามมาก

ไปอ่านดูใน Wikipedia ซิ เป็นมายังไงเพลงนี้...
ผู้แต่งคือคุณ Leonard Cohen บอกว่าจริงๆแล้ว เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง! คือคุณ Leonard กล่าวว่าระหว่างที่เอาชาวยิวไปประหารในค่ายกักกันต่างๆ จะมีการเล่นดนตรีเพลงคลาสสิค คือมนต์เสน่ห์ของการสิ้นสุด ความตาย กับความรัก มันมีมนต์ขลังคล้ายๆกัน (คือมนต์เสน่ห์ ความรุนแรงของอารมณ์มันคล้ายกัน) คุณ Leonard สรุปว่าจริงๆไม่ต้องรู้ที่มาก็ได้ เพียงแค่เขาหยิบเอาอารมณ์ในจุดๆนั้น มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงนี้เท่านั้นเอง
นอกจากนี้เพลงนี้ยังไปเป็นแรงบันดาลใจต่อให้คุณ Henri Matisse วาดภาพที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อเพลงนี้ด้วย

Dance Me To The End Of Love (1998) โดย Henri Matisse


ใครที่มีคู่เต้นแล้วก็ขอให้เต้นรำจนสุดหนทางแห่งรักนะคะ ใครยังไม่มี หรือไม่คิดจะมี การเต้นรำก็ยังมีอีกหลายแบบค่ะ หาจังหวะที่ตัวเองพอใจและเต้นไปจนจบเพลง